ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ความดีงามอยู่ที่ท้ายรถ!

April 21st, 2017 by

 

เรื่อง: พุทธิ  ผาสุข / เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE

พูดตามตรงว่า ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ มันช่างสะดุดตาและทำให้หลงรักได้อย่างหัวปักหัวปำ แต่ที่ทำให้น่าสนใจมันอยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยที่อเนกประสงค์นี่ล่ะ ด้วยรูปทรงที่เป็นแฮทช์แบ็กทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มากกว่าในรุ่นซีดาน อีกทั้งยังทำให้ท้ายรถดูโดดเด่นมีเอกลักษณ์และน่ามองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับ ฮอนด้า ซีวิค ปัจจุบันเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 และได้รับการตอบรับรวมถึงเป็นรุ่นที่สร้างยอดขายให้กับฮอนด้ามาอย่างมากมาย ซึ่งการที่ซีวิคในประเทศไทยมีตัวเลือกทั้งแบบซีดานและแฮทช์แบ็กทำให้เติมเต็มความต้องการใช้รถยนต์เพื่อสนองไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม

ฮอนด้า ซีวิค แฮ็ทช์แบ็ก ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 10 มาในรูปโฉมสไตล์แฮทช์แบ็กที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้น มีโครงสร้างพื้นฐานของตัวถังและเครื่องยนต์เดียวกันกับซีวิค ซีดาน คือเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT (Continuously Variable Transmission) ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม มีการปรับอัตราทดเกียร์ให้แม่นยำและราบรื่นมากขึ้น ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไดเรคท์ อินเจคชั่น ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง พร้อมการออกแบบท่อไอดีแบบตรง และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้  ซึ่งให้พละกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

 

ในส่วนของการออกแบบ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ แน่นอนว่าเมื่อดูจากด้านหน้าจะไม่เห็นความแตกต่าง จะมีเพียงส่วนท้ายรถเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ซึ่งท้ายรถนี่ล่ะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การใช้งานรถคันนี้เปลี่ยนแปลงไป แต่จะนำมากล่าวถึงอีกทีในช่วงท้าย ตอนนี้กลับมาที่ตัวถังกันก่อน

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ ใช้ตัวถังส่วนหน้าและมีระยะฐานล้อเดียวกันกับ ซีวิค รุ่นปัจจุบัน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถถูกออกแบบใหม่ โดยที่ทำให้แนวเส้นหลังคาด้านท้ายมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลง เพื่อให้อารมณ์ความสปอร์ตเฉกเช่นรถสไตล์ยุโรป รูปแบบตัวถังยังคงให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่ง ผสานกับเส้นสายด้านข้างตัวรถที่คมชัดทำให้ดูปราดเปรียว ทำให้เป็นรถที่ดูเร็วและแรงแม้จอดอยู่นิ่งๆ

หากมองโดยภาพรวมของตัวรถเมื่อมองจากด้านข้างถูกออกแบบให้กว้าง และต่ำลงในสไตล์สปอร์ต โดยมีตัวถังที่กว้างขึ้น 30 มิลลิเมตร ความสูงของตัวรถลดลง 20 มิลลิเมตร ทำให้แนวเส้นหลังคามีความเพรียวมากขึ้น  นอกจากนี้ การออกแบบให้บริเวณช่วงล้อมีขนาดใหญ่ และมีหน้ากว้างมากขึ้น ช่วยให้เกิดการทรงตัวที่ดี ขณะที่ระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น ระยะโอเวอร์แฮงค์ที่สั้นลง และการปรับปรุงพื้นที่ห้องโดยสารใหม่ ช่วยทำให้การขับนั้นสนุกสนานยิ่งขึ้นเช่นกัน

โดยจุดเด่นสำคัญนั่นคือ พื้นที่บรรจุสัมภาระด้านท้าย 414 ลิตร โดยพนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับพับเบาะที่นั่งด้านหลังลงทั้งหมด จะช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุได้มากยิ่งขึ้น พูดให้มองให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า สามารถวางจักรยานนอนในแนวทะแยงได้โดยที่ไม่ต้องถอดล้อหน้าออก ถือว่ามีพื้นที่วางสัมภาระได้มากพอสมควร อีกทั้งยังมาพร้อมม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดเก็บได้ทั้งซ้ายหรือขวา เพื่อป้องกันการมองเห็นสัมภาระที่อยู่ด้านท้าย

ส่วนภายในห้องโดยสารทุกอย่างเหมือนกับซีวิครุ่นปัจจุบัน แผงหน้าปัดมาพร้อมมาตรวัด ที่ประกอบด้วยมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอล ส่วนแผงหน้าปัดด้านบนออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้พื้นที่ช่วงหัวเข่าของที่นั่งด้านคนขับกว้างขวางขึ้น และแผงคอนโซลกลางที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยี โดยด้านบนแยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับช่องเชื่อมต่อได้อย่างเป็นระเบียบ

โดยโครงสร้างตัวถังที่มีลักษณะที่ยาวและกว้างขึ้น รวมถึงระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น ฝากระโปรงหน้าถูกปรับให้ลดต่ำลง และการออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า หรือ A-Pillar บางลง ทำให้ช่วยลดปัญหาการบดบังทัศนวิสัยบริเวณด้านหน้าที่เกิดขึ้นกับซีวิคในรุ่นก่อนหน้านี้ลงไป และยังช่วยให้มุมมองบนเส้นทางด้านหน้ากว้างขึ้น ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายกว่า

สำหรับเบาะที่นั่งด้านหน้าวางต่ำ ให้อารมณ์เหมือนกับนั่งในรถสปอร์ต ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถมองเห็นด้านหน้าได้อย่างชัดเจนทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด เนื่องจากการออกแบบรูปทรงส่วนบนของเบาะที่นั่งคู่หน้าให้มีลักษณะที่แคบลง และหมอนรองศรีษะที่เล็กลงเช่นกัน

ในส่วนของการทดลองขับ เส้นทางที่ใช้จากหัวหินมุ่งหน้าสู่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อารมณ์การตอบสนองต่างๆ เหมือนกับในซีวิครุ่นซีดาน ทั้งอัตราเร่ง การทรงตัว รวมถึงระบบช่วงล่าง แต่สำหรับในตัวถังแฮทช์แบ็กมีการปรับจูนระบบช่วงล่างด้านหลังมาใหม่ เพื่อให้สอดรับการรูปแบบตัวถัง

โดยระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ รวมถึงระบบช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงก์ที่ออกแบบใหม่ มีจุดยึดบนซับเฟรมหลังที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ทรงตัวได้ดีขึ้น และยังเป็นครั้งแรกที่ใช้บูชยางแบบไฮดรอลิกมาใช้ทั้งด้านหน้าและหลัง ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนเหมือนกับในรถไซส์ใหญ่ อีกทั้งมีการใช้เหล็กกันโคลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทั้งด้านหน้าและหลังเพื่อให้การขับที่นุ่มนวลขึ้น และลดอาการโคลงตัวของรถ ซึ่งช่วยให้การยึดเกาะถนนดีขึ้นอีกด้วย

ในภาพรวมของการขับ หากใช้ความเร็วไม่มากแทบจะเหมือนกับในรุ่นซีดานทุกอย่าง แต่จะแตกต่างอยู่บ้างในช่วงการใช้ความเร็วสูงที่จะสัมผัสได้ว่าการยึดเกาะถนนทำได้ดีกว่า รวมถึงการเข้าโค้งด้วยความเร็วมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น แต่จุดที่น่าสังเกตคือ จะมีเสียงดังของยางเล็ดลอดเข้ามาด้านท้ายของห้องโดยสารพอสมควร ทำให้คนนั่งเบาะหลังต้องทนฟังเสียงของยางที่บดไปบนถนนตลอดเวลา (หรือต้องการให้รับอารมณ์สปอร์ตอย่างเต็มที่ ตรงนี้ล้อเล่นขำๆ)

อาจจะมีคำถามว่า แล้วด้วยตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก ที่มีราคาขายอยู่ที่ 1,169,000 บาท แถมยังมีราคาที่สูงกว่ารุ่นซีดาน มันให้อะไรที่มากกว่าถึงต้องยอมจ่ายเพิ่มเพื่อเป็นเจ้าของ…คำตอบมีอยู่ชัดเจน 2 เรื่องคือ เรื่องแรก ด้วยตัวถังแบบแฮทช็แบ็กทำให้ตัวรถดูสปอร์ตและแตกต่าง ท้ายรถมีความสวยงาม สะดุดตาและน่ามองในทุกมิติ แบบที่ว่ายังไม่ได้ตกแต่งเพิ่มเติมยังสวยขนาดนี้ ถ้าอยากแต่งเพิ่มจะสวยขนาดไหน ถ้าชอบที่จะแตกต่างเรื่องแรกนี้ตอบโจทย์พอมั้ย ส่วนเรื่องที่สอง การใช้งานของซีดานกับแฮทช์แบ็กนั้นต่างกันในเรื่องของพื้นที่เก็บสัมภาระ ในตัวถังแบบแฮทช์แบ็กสามารถเปิดท้ายรถได้กว้าง รวมถึงพับเบาะหลังได้ราบเรียบ ทำให้บรรจุสัมภาระได้มากกว่า นึกถึงว่าหากต้องการไปซื้อโต๊ะทานข้าวสักชุดหนึ่ง ซึ่งมีโต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว ที่แพ็คอยู่ในกล่องเดียวกัน (แบบที่ต้องนำไปประกอบเองที่บ้าน) ขนาดกว้าง 80 X ยาว 120 เซนติเมตร แน่นอนว่ายัดใส่ลงไปในท้ายรถแบบซีดานไม่ได้แน่นอน ถ้าจะให้ลำบากหน่อยก็ต้องเอาไว้เบาะหลังที่ค่อนข้างทุลักทุเลกว่าที่จะยัดเข้าไปได้ แถมยังกลัวว่าจะทำให้เบาะเป็นรอยอีก

แต่ถ้าเป็นแบบแฮทช์แบ็กคุณสามารถพับเบาะหลังแล้วยัดกล่องทั้งกล่องเข้าไปได้อย่างสบายๆ แถมยังมีพื้นที่สำหรับวางสัมภาระอื่นๆ ใส่เพิ่มลงไปเพิ่มได้อีก หรือจะพับเบาะแล้วยัดจักรยานไปปั่นที่ไหนก็ได้สบายๆ พูดได้ว่าให้ความอเนกประสงค์ในการบรรจุสัมภาระต่างๆ ได้มากกว่านั่นเอง ซึ่งทั้งสองเรื่องที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ให้ได้มากกว่ารถในแบบซีดาน

เอาเป็นว่าหากรักที่จะเป็นเจ้าของซีวิค ใหม่ แล้วล่ะก็…พิจารณาดูการใช้งานที่เหมาะสมว่าต้องการใช้งานแบบไหนที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะหากเทียบจากการขับใช้งานและสมรรถนะโดยรวมแล้วถือว่าไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าอยากแตกต่างและใช้งานได้อเนกประสงค์ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้งาน น่าจับจองเป็นเจ้าของมากๆ อีกรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

FacebookTwitterGoogle+Email

Comments

comments