ไฮไลต์เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2018: คอนเซ็ปต์คาร์สุดล้ำ-รถใหม่-เทคโนโลยีอนาคต

March 8th, 2018 by

 

เรื่อง: พูนทวี สุวัตถิกุล

ขอบคุณข้อมูล: gimsmediacenter/Automotive Media

เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE

 

1 ในบิ๊กไฟว์ของงานแสดงรถยนต์โลก ‘เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2018’ เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยบรรดาค่ายรถยนต์พร้อมนำเสนอทั้งคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นล่าสุด, โมเดลใหม่ที่เตรียมจะออกขาย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาโชว์อย่างคึกคักที่สุดครั้งหนึ่ง Grand Prix Online คัดเฉพาะไฮไลต์สำคัญมาให้เป็นที่เรียบร้อย ติดตามอ่านกันได้เลย!   

MERCEDES-BENZ

ในบรรดาค่ายรถยนต์ยุโรปที่ถือเป็นเจ้าถิ่นสำหรับงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ในปีนี้บูธที่คาดว่าจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้มากที่สุดต้องยกให้ Mercedes-Benz จากการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่สปอร์ตพันธ์ดุจาก AMG, การอัพเกรด C-Class รถยนต์ที่ขายดีที่สุดของพวกเขาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ smart EQ

Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe รถยนต์สปอร์ตแบบ 4 ประตูรุ่นแรกจากแผนกรถแข่งของค่ายดาวสามแฉก ถูกวางตัวให้สืบทอดตำนานของ SLS และ AMG GT ขุมกำลังเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 4.0 ลิตร 8 สูบ ในรุ่นท็อป 63 S 4MATIC+ จะมีกำลังสูงสุด 693 แรงม้า (ความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม.) และ 585 แรงม้าในรุ่น 63 4MATIC+ (ความเร็วสูงสุด 310 กม./ชม.) โดยรุ่นล่างสุด Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 3.0 ลิตร 6 สูบทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ไฟฟ้า 435 แรงม้า (ความเร็วสูงสุด 285 กม./ชม.)

AMG GT 4-Door Coupe ไม่เพียงจะมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับล่าสุด แต่มีการออกแบบภายในตามสไตล์รถฟาสต์แบ็ก 4 ประตู ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย เพื่อให้เจ้าของรถยนต์รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ในทุกวัน และมีกำหนดขายอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูร้อนปี 2018

C-Class โมเดลขายดีที่สุดของ Mercedes เข้าสู่ปีที่ 5 ของเจเนอเรชั่นนี้ทำให้ต้องมีการอัพเกรดครั้งใหญ่ ทั้งดีไซน์ภายนอก และภายใน รวมทั้งระบบช่วยเหลือถูกยกระดับมาเทียบเท่า S-Class เลยทีเดียว พร้อมการปรับมาใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EQ Boost) ในรุ่น C 200 และ C 200 4MATIC (รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร จะเปิดตัวหลังจากนี้), ในรุ่น C 220 d จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทั้งหมดจะทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic โดยรุ่นตัวแรง C 43 4MATIC จะเป็นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร 6 สูบ 390 แรงม้า

แต่ที่เรียกความสนใจให้ผู้เข้าชมงานเป็นการนำเสนอเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด ในเครื่องยนต์ดีเซลของทั้ง C-Class และ E-Classโดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้ที่นำ 2 ระบบขับเคลื่อนมาทำงานร่วมกัน โดยการทดสอบตามมาตรฐานของทวีปยุโรป (NEDC) สามารถขับด้วยโหมดไฟฟ้าเป็นระยะทางราว 50 กิโลเมตร เลยทีเดียว

ในขณะที่แบรนด์รถจิ๋ว smart EQ นำเสนอรถรุ่นพิเศษทั้งในแบบ 2 ที่นั่ง และ 4 ที่นั่ง หลังจากจุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในหลายเมืองใหญ่แถบอเมริกาเหนือ ตอนนี้จะเริ่มเข้ามาโปรโมตอย่างจริงจังในยุโรป โดยงานนี้มีการเปิดตัวแอพลิเคชั่น “smart EQ control”และเครื่องชาร์จไฟแบบด่วนขนาด 22 กิโลวัตต์


BMW

เรียกว่าไม่ยอมน้อยหน้าคู่แข่งร่วมชาติ BMW เลือกเจนีวา เป็นเวทีเวิลด์พรีเมียร์รถต้นแบบ Concept M8 Gran Coupe ที่ผสมผสานทั้งความหรูหรา และความดุดันแบบสปอร์ต โดยจะถูกใช้เป็นแนวทางการพัฒนาโมเดล 8 Series ที่เตรียมจะนำเสนอรุ่น Gran Coupe และ M8 Gran Coupe ออกสู่สาธารณชนในปี 2019

แต่ที่เปิดตัวครั้งแรก และพร้อมขายเลยจะเป็น BMW X4 สปอร์ตเอสยูวีขนาดกลางที่ได้เวลาปรับโฉมแบบ All-new หลังจากทำยอดขายทั่วโลกกว่า 200,000 คัน โดยมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น, ห้องโดยสารมีความพรีเมียมแฝงด้วยอารมณ์สปอร์ต และระบบเชื่อมต่อล่าสุด BMW ConnectedDrive แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเครื่องยนต์บอกเพียงว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 5.4-9 ลิตร/100 กม. รวมทั้งการปรับลดน้ำหนักรวมของรถลงมาได้ 50 กิโลกรัม ที่จะให้ความสนุก และน่าตื่นเต้นในการขับมากขึ้น


VOLKSWAGEN

อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี Volkswagen เดินหน้าสู่อนาคตด้วยการนำเสนอคอนเซ็ปต์คาร์ I.D. Vizzion ที่จะถูกใช้พัฒนาสู่รถยนต์ซีดานพลังงานไฟฟ้าเพื่อผลิตขายจริงภายในปี 2022 พร้อมติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อตอกย้ำเป้าหมายของพวกเขาที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 1 ล้านคันในปี 2025

รถต้นแบบคันนี้มาพร้อมระบบควบคุมกระแสไฟฟ้า (Modular Electrification Toolkit-MEB) ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ทำให้มีระยะทางการขับได้ไกลถึง 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง หากดูจากภายนอกขนาดตัวถังอาจใกล้เคียง Passat แต่ความจริงสะดวกสบายเหมือน Phaeton โมเดลที่หรูหราที่สุดของ Volkswagen เลยทีเดียว รวมทั้งติดตั้งระบบรองรับการใช้งานทั้งดูหนังฟังเพลง, พักผ่อน หรือทำงานระหว่างเดินทางมาให้อีกด้วย


AUDI

แบรนด์รถพรีเมียมภายใต้เครือ Volkswagen สานต่อความหรูหราของ A8 และ A7 Sportback ด้วยการเปิดตัวเจเนอเรชั่นใหม่ของ Audi A6 ที่เป็นเหมือนความลงตัวระหว่างความสบายของรถยนต์ซีดานกับความสนุกในแบบรถสปอร์ต พร้อมทั้งเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัย

ช่วงแรกของการเปิดตัวที่ยุโรป A6 จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกเป็นเบนซิน TFSI 3.0 ลิตร (340 แรงม้า) มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 6.7-7.1 ลิตร/100 กม. และเครื่องยนต์ดีเซล TDI 3.0 ลิตร (286 แรงม้า) มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 5.5-5.8 ลิตร/100 กม. พร้อมเสริมกำลังด้วยระบบ Mild Hybrid System ที่จะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมีกำหนดขายในเดือนมิถุนายนนี้

อีกหนึ่งไฮไลต์เป็นการนำเสนอรถอเนกประสงค์ต้นแบบ Audi e-tron ที่มีพรางรูปแบบดีไซน์ไว้เล็กน้อย โดยเผยข้อมูลว่าจะเป็นพรีเมียมเอสยูวีแบบ 5 ที่นั่ง ให้อารมณ์การขับแบบสปอร์ตด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง และหากสถานีชาร์จไฟมีกำลังสูงกว่า 150 กิโลวัตต์สามารถชาร์ตแบบด่วนในเวลา 30 นาทีเท่านั้น เรียกว่าในอนาคตอันใกล้การเดินทางไกลไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแน่นอน


SKODA

แบรนด์รถยนต์ขวัญใจชนชั้นกลางในยุโรป Skoda นำเสนอ Vision X รถต้นแบบสไตล์ครอสส์โอเวอร์ที่รองรับการใช้งานของผู้คนในเมืองใหญ่ โดยความพิเศษไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์หรือเทคโนโลยี แต่เป็นระบบขับเคลื่อนที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์น้ำมัน, แก๊ส CNG (NGV) และมอเตอร์ไฟฟ้า

ตามข้อมูลเปิดเผยออกมา Skoda Vision X จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน TSI 1.5 ลิตร โดยระบบแก๊ส CNG จะขับเคลื่อนล้อหน้าร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ DSG 7 สปีด และระบบขับเคลื่อนล้อหลังจะใช้พลังจากแบตเตอรี่ขนาด 48 โวลต์ รวมทั้งกำลังจากเครื่องยนต์เบนซินหากมีอัตราเร่งสูงหรือใช้งานในโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามการทดสอบภายในของ Skoda จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือเพียง 89 กรัม/กม.


JAGUAR LAND ROVER

แบรนด์รถเก่าแก่ของชาวอังกฤษ โหมโรงก่อนงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชั่นขายจริง Jaguar I-Pace รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของพวกเขา เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยติดตั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ได้รับการออกแบบพิเศษให้กำลังสูงสุด 396 แรงม้า, แรงบิด 696 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.8 วินาที ระยะทางการขับ 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง

ทำให้รอบสื่อมวลชนที่เจนีวา ความสนใจพุ่งเป้าสู่ Land Rover แบรนด์ร่วมเครือที่เปิดตัว Range Rover SV Coupe เป็นครั้งแรกของโลก พร้อมกำหนดนิยามใหม่ของการเป็นรถอเนกประสงค์ระดับหรูขนาดใหญ่ในรูปทรงคูเป้ 2 ประตู

เครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ 5.0 ลิตร 8 สูบ ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงของ SV Coupe จะมาพร้อมพลังมหาศาล 565 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5 วินาที ทำให้เป็นรถภายใต้ชื่อ Range Rover ที่เร็วที่สุด โดยท็อปสปีดอยู่ที่ 266 กม./ชม. ที่สำคัญประกอบด้วยมือจากทีมเทคนิค SVO ที่วอร์วิคเชียร์ ผลิตจำนวนจำกัด 999 คันทั่วโลก ราคาเริ่มต้นที่ 240,000 ปอนด์ (ราว 10.5 ล้านบาท)


RENAULT 

ส่งท้ายค่ายยุโรปกับ Renault EZ-GO รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบจากแบรนด์ดังเมืองน้ำหอมที่ใช้คำจำกัดแบบง่ายๆ Robo-Vehicle”ด้วยการติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อการเดินทางแบบอัจฉริยะในเมืองใหญ่ รองรับตั้งแต่คุณแม่ที่มีลูกเล็ก, กลุ่มนักท่องเที่ยว 4-5 คน, การเดินทางจากสนามบิน, คนสูงอายุที่ต้องการออกไปข้างนอก หรือตัวเลือกเวลาออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ยามค่ำคืน

การพัฒนาภายใต้แนวทาง Easy Life” ทำให้ความสูงจากถนนสู่ใต้ท้องรถจะใกล้เคียงกับฟุตบาทเพื่อความสะดวกในการขึ้น-ลง หรือใช้งานรถเข็น รวมทั้งการออกแบบเก้าอี้นั่งเป็นรูปตัวยู และติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่บริเวณประตูเพื่อแสดงข้อมูลการเดินทาง โดยตั้งเป้าหมายจะนำรถหุ่นยนต์คันนี้ออกมาใช้งานบนถนนจริงภายในระยะเวลาของแผนงาน 2017-2022


NISSAN

ต่อด้วย Nissan หนึ่งในกลุ่มพันธมิตรของ Renault แบรนด์รถดังสัญชาติญี่ปุ่นเลือกใช้ธีมหลัก The Acceleration of Electrification” เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า พร้อมเผยโฉมรถแข่งฟอร์มูล่าไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก โดยเตรียมจะเข้าสู่สนามแข่งจริงในศึกฟอร์มูล่า อี ชิงแชมป์โลก ฤดูกาล 2018-19 ที่จะเปิดฉากขึ้นในช่วงปลายปีนี้

ในส่วนของคอนเซ็ปต์คาร์เป็นการนำ IMx Kuro มาโชว์ตัวให้ชาวยุโรปได้เห็นเป็นครั้งแรก พร้อมอัพเดตเทคโนโลยีจากตอนเปิดตัวที่โตเกียว มอเตอร์โชว์ ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีการควบคุม Brain-to-Vehicle (B2V) และฉลองความสำเร็จของ Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาที่ตอนนี้สร้างสถิติมียอดจองเฉลี่ย 1 คันในทุก 12 นาทีในแถบยุโรป ทำให้มียอดจองทะลุ 19,000 คันในทวีปนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 2 เมื่อปลายปีก่อน

 


HONDA

ไม่มีเซอร์ไพรส์สำหรับ Honda ที่มีการเปิดตัว CR-V เป็นไฮไลต์สำคัญ โดยจะมีเครื่องยนต์เบนซิน VTEC Turbo 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 litre i-VTEC Atkinson ควบคุมการทำงานด้วยระบบ Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Real Time AWD with Intelligent Control System และจะเป็นครั้งแรกที่มีตัวเลือกในการเพิ่มเบาะนั่งแถวที่ 3 เหมือนที่ขายในประเทศไทยอีกด้วย

แต่เพื่อให้ทันเทรนด์วงการรถยนต์โลก Honda ประกาศว่าเตรียมจะเปิดให้ลูกค้าชาวยุโรปจองเวอร์ชั่นผลิตขายจริงของรถต้นแบบ Urban EV Concept ในช่วงต้นปี 2019 และพร้อมจะส่งมอบให้ลูกค้าในช่วงปลายปีเดียวกัน


SUBARU

อีกหนึ่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ครองใจชาวยุโรปมานาน ขอนำเสนอ VIZIV Tourer Concept โดยเป็นการต่อยอดจากรถต้นแบบชื่อเดียวกันที่เปิดตัวเมื่อปี 2013 แต่มีการดีไซน์รูปแบบรถทัวเรอร์ 5 ประตูภายใต้พื้นฐานระบบขับเคลื่อน Symmetrical AWD และเครื่องยนต์ Boxer ที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา

ตามข้อมูลที่ Suburu แถลงในงานคอนเซ็ปต์คาร์คันนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ, ระบบช่วยเหลือการขับขี่, ระบบความปลอดภัย EyeSight ที่ก้าวหน้าขึ้น และระบบช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ในเวลาต้องเดินทางไกล


TOYOTA

ปิดท้ายด้วยหมายเลขหนึ่งของฝั่งเอเชีย Toyota จัดการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่เป็นครั้งแรกของโลก New Aygo รถยนต์ขนาดมินิที่สร้างความสำเร็จให้พวกเขาในตลาดเอ-เซ็กเมนต์ของยุโรป และเจเนอเรชั่นใหม่ของ New Auris มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดที่มีกำลังสูงขึ้น

Aygo รักษาเอกลักษณ์การออกแบบของตัวอักษร ‘X’ บริเวณด้านหน้ารถที่มีการเพิ่มลูกเล่นของเส้นสายให้มีมิติมากขึ้น การเปลี่ยนดีไซน์ไฟหน้าใหม่พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) เครื่องยนต์ DOHC VVT-i 1.0 ลิตร 3 สูบ มาตรฐานยูโร 6.2 ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 13.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. พร้อมระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense

New Auris จะใช้โครงสร้างตัวถังใหม่ TNGA มีตัวเลือกขุมกำลังแบ่งเป็นเบนซินเทอร์โบ 1.2 ลิตร 122 แรงม้า, เครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร โดยระบบไฮบริดพวกเขาเชื่อมั่นว่ามีอัตราประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และปล่อยมลพิษต่ำระดับครึ่งหนึ่งของรถยนต์ไฟฟ้าเลยทีเดียว

ไฮไลต์สำคัญของ Toyota เป็นการกลับมาของตำนานที่หลายคนรอคอย GR Supra Racing Concept รถสปอร์ตต้นแบบใหม่ล่าสุด ที่เป็นการนำชื่อของ Supra คืนสู่วงการรถยนต์อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 16 ปี แต่เผยข้อมูลเพียงว่าจะใช้เครื่องยนต์วางหน้า และระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่พัฒนาภายใต้ทีมแข่งรถ Toyota Gazoo Racing

FacebookTwitterGoogle+Email

Comments

comments